บทความ

ศาลรัฐธรรมนูญกับการเป็นหลักประกันความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ

09/10/2020
1528

Highlight


  • ในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ มิได้หมายความเพียงแค่ว่า การกระทำทั้งปวงของรัฐสภาและองค์กรของรัฐทั้งหลายต้องดำเนินไปภายใต้กฎเกณฑ์กำหนดกระบวนวิธีดำเนินงานและขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละองค์กรดังที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากยังหมายความว่าองค์กรของรัฐต้องกระทำการใด ๆ ต้องเคารพต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของปัจเจกบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้อย่างเคร่งครัดอีกด้วย นั่นคือ องค์กรของรัฐนอกจากไม่ใช้อำนาจของตนละเมิดต่อสิทธิดังกล่าวแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องกระทำการในอำนาจหน้าที่ของตนเพื่อให้สิทธิเหล่านั้นบรรลุถึงได้จริงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สถานะสูงสุดของรัฐธรรมนูญจะไม่มีความสมบูรณ์ในทางปฏิบัติได้ หากปราศจากหลักประกันรัฐธรรมนูญจากการถูกละเมิดโดยการกระทำใด ๆ ของรัฐที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่เหล่านั้นคือศาลรัฐธรรมนูญ

          ในการทำหน้าที่ควบคุมมิให้กฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ถือกำเนิดขึ้นจากบทเรียนวิกฤตในระบอบประชาธิปไตยของประเทศในยุโรปช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญในยุโรปมีรากฐานอยู่บนวิธีคิดที่มาจากการทบทวนประสบการณ์วิกฤตในระบบรัฐสภา ที่เชื่อว่ากฎหมายที่ตราขึ้นโดยองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีวันผิดพลาดได้ รวมทั้งได้ทำลายมายาคติเรื่องความสูงสุดของรัฐสภาลง และเปิดทางไปสู่แนวคิดในมุมมองสถานะของรัฐธรรมนูญใหม่ ให้เป็นกฎหมายที่บัญญัติกฎเกณฑ์และกรอบเงื่อนไขจำกัดการใช้อำนาจสูงสุด ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้ในกระบวนการยุติธรรม ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งองค์กรที่ได้รับอำนาจหน้าที่โดยตรงจากรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ ที่ดำเนินการโดยคณะตุลาการที่แยกต่างหากจากศาลอื่น เรียกว่าศาลรัฐธรรมนูญ

          ภายใต้กรอบวิธีคิดนี้ ระบบยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ ถือเป็นกลไกรับประกันความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ในฐานะกฎหมายที่มีผลใช้บังคับเหนือกว่าการกระทำใด ๆ ของฝ่ายนิติบัญญัติ ส่งผลให้การใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนโดยรัฐสภาไม่อยู่นอกเหนือระบบยุติธรรมอีกต่อไป เพราะเมื่อใดก็ตามที่เสียงข้างมากในรัฐสภาส่งผลกระทบทำให้ความสมดุลระหว่างอำนาจตามรัฐธรรมนูญขององค์กรฝ่ายต่าง ๆ ให้เสียไป หรือทำลายหลักนิติธรรมในระบอบประชาธิปไตย เมื่อนั้นกลไกการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายในระบบยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ ก็จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกำกับควบคุมการใช้อำนาจของรัฐสภาให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยการยึดถือความสูงสุดของรัฐธรรมนูญเหนือกว่าอำนาจของรัฐสภา จึงบ่งชี้ถึงการสิ้นสุดของระบบการปกครองที่ถือว่ารัฐสภามีอำนาจสมบูรณ์ (the end of Parliamentary absolutism)

          โดยระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือความสูงสุดของรัฐธรรมนูญนี้ มิได้หมายความเพียงแค่ว่า การกระทำทั้งปวงของรัฐสภาและองค์กรของรัฐทั้งหลายต้องดำเนินไปภายใต้กฎเกณฑ์กำหนดกระบวนวิธีดำเนินงานและขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละองค์กรดังที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากยังหมายความว่าองค์กรของรัฐต้องกระทำการใด ๆ ต้องเคารพต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของปัจเจกบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้อย่างเคร่งครัดอีกด้วย นั่นคือ องค์กรของรัฐนอกจากไม่ใช้อำนาจของตนละเมิดต่อสิทธิดังกล่าวแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องกระทำการในอำนาจหน้าที่ของตนเพื่อให้สิทธิเหล่านั้นบรรลุถึงได้จริงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สถานะสูงสุดของรัฐธรรมนูญจะไม่มีความสมบูรณ์ในทางปฏิบัติได้ หากปราศจากหลักประกันรัฐธรรมนูญจากการถูกละเมิดโดยการกระทำใด ๆ ของรัฐที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือการกระทำใด ๆ ที่ทำลายหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ดำรงอยู่ ด้วยเหตุนี้ ในระบบการเมืองการปกครองที่ยึดถือความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่วางกลไกปกป้องรัฐธรรมนูญไว้เป็นการเฉพาะ ทั้งในรูปกฎเกณฑ์เกี่ยวกับขอบเขตและเงื่อนไขในการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ของรัฐ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับกระบวนวิธีปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรเหล่านั้น หลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานและหลักการของรัฐธรรมนูญ ตลอดจนระบบยุติข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญ

          หากพิจารณาในเชิงหลักการแล้ว การจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นในปี 2541 เพื่อทำหน้าที่ยุติข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการใช้อำนาจของรัฐในระบบยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ มีผลให้ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของไทยเปลี่ยนรูปไปจากที่เคยเป็นอยู่ในช่วงก่อนหน้านั้น นั่นคือ การกลายมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่มีหลักประกันรัฐธรรมนูญโดยองค์กรตุลาการ การทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในระบบยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญก่อให้เกิดผลลัพธ์ในประการสำคัญต่อระบบการเมืองการปกครอง คือ ดำเนินไปภายใต้กระบวนการยุติข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางการเมืองโดยกลไกทางตุลาการ (judicialization of politics) คือการทำให้การเมืองดำเนินไปภายใต้กรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ  มิใช่การแทรกแซงกระบวนการทางการเมือง หรือการอาศัยกลไกทางตุลาการเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง

          การทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในด้านต่าง ๆ สะท้อนปรากฏการณ์ลักษณะใหม่ที่เกิดขึ้นในระบบการเมืองการปกครองของไทย ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบันที่ปรากฏให้เห็นในอีกหลายประเทศ นั่นคือ มีแนวโน้มจะแสวงหาข้อยุติในประเด็นการตัดสินใจทางการเมืองการปกครอง หรือนโยบายสาธารณะโดยพิจารณาจากแง่มุมทางกฎหมายและความยุติธรรมมากขึ้น ส่งผลให้บทบาทในการตัดสินชี้ขาดข้อขัดแย้งในเรื่องที่อยู่ในอำนาจการตัดสินใจซึ่งเคยสงวนอยู่กับบรรดานักการเมืองในรัฐสภาและรัฐบาล ถูกเปลี่ยนประเด็นทางรัฐธรรมนูญที่ไปอยู่กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแทน ในฐานะผู้วินิจฉัยชี้ขาดขั้นสุดท้ายโดยอาศัยกระบวนวิธีทางตุลาการ  ดังจะเห็นได้จากบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในการจัดการข้อขัดแย้งในประเด็นสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับชีวิตทางสังคม อาทิ ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องสิทธิและความเสมอภาคทางเพศ เป็นต้น

          ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นองค์กรที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการเมืองการปกครองในหลากหลายมิติ นับตั้งแต่การรักษาความยุติธรรมเชิงกระบวนการ การอำนวยความเป็นธรรมและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ การกำกับวงเขตอำนาจระหว่างองค์กรต่าง ๆ ของรัฐ การพิทักษ์สิทธิตามรัฐธรรมนูญ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของบุคคล การรักษาความเสมอภาคในโอกาส การประกันความโปร่งใสและความรับผิดชอบชี้แจงต่อสาธารณะขององค์กรทางการเมือง การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการใช้สิทธิและเสรีภาพในกระบวนการทางการเมืองการปกครองตลอดจนการจำกัดขอบเขตการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

          ฉะนั้น การมีศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ในฐานะกลไกเชิงสถาบันในการกำกับตรวจสอบและวินิจฉัยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำของตัวแสดงทางการเมืองที่เป็นการละเมิดกรอบเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ และการใช้อำนาจของฝ่ายเสียงข้างมากทางการเมืองโดยรุกล้ำออกนอกขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ มีผลให้ระบบการเมืองไทยเคลื่อนมาสู่การเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีกลไกปกป้องคุ้มครองตัวเอง และส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นตัวแสดงเชิงสถาบันอีกฝ่ายหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในกระบวนการทางการเมืองการปกครอง ผ่านการทำหน้าที่ยุติข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือการไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ เงื่อนไข ตลอดจนหลักการและคุณค่าของรัฐธรรมนูญ
 
Back to top